| Kwan's profile.:just KwaN:.PhotosBlogLists | Help |
|
February 26 รักหรือชอบ.. ขอผูกพันอย่าใช้คำว่า "ชอบ" หรือ "รัก" มาตัดสิน ว่าเรารู้สึกยังไงกับ"เขา"
เพราะเราเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ ว่าคำนิยามของสองคำนี้ในมุมมองของเราคืออะไรกันแน่
แล้วเราจะไปรู้ได้ไงว่า นิยามของ"เขา"จะตรงกับของเราไหม?
ที่เราคิดว่าชอบหรือรักเขา สำหรับเขาแล้ว มันอาจจะไม่ได้เป็นอะไรเลยก็ได้!?
มันไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด หรือเป็นคำตอบสุดท้ายให้ใคร
อาจจะเป็นคำที่ดูเห็นแก่ตัวรึเปล่าก็ไม่รู้
ความผูกพัน แม้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นรูปธรรม แต่ก็เป็นสิ่งที่คนทั้งสองคนจะสัมผัสได้พร้อมๆกัน
นิยามของความผูกพันไม่ซับซ้อนเท่าชอบหรือรัก
ความผูกพันวัดปริมาณไม่ยากเท่ารักหรือชอบ
ความผูกพันสามารถแบ่งแยกได้ไม่ยาก ไม่ต้องให้ตัวเองหาคำตอบนานว่าเราผูกพันกับเขาขนาดไหน
คำๆนี้เป็นคำง่ายๆอีกคำนึง แค่ไม่อยากให้คนที่คิดว่ากำลังจะสร้างความสัมพันธ์กับใคร หลงลืมคำนี้ไปนะ
ผูกพันกันให้มากๆ
เมื่อไหร่ที่คิดว่า รู้สึกผูกพันกับเขามากจนล้นใจ..ก็เมื่อนั้นแหละ
รัก ชอบ แฟน
ก็เป็นแค่คำง่ายๆที่สังคมรู้จัก
ผิวเผิน ตรงประเด็น
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนมันไม่ง่ายอย่างนั้นซะหน่อย...นี่นะ?
Let it be!
ขอโทษที่หายไปเสียนาน
เราก็กำลังผูกพันกับบางคนอยู่เหมือนกัน
แต่เรากำลังจะกลับมาแน่ๆ
คิดถึงทุกๆคนจังนะ.. January 12 เป็นคนเก็บกดนี่เอง..ช่วงนี้คงไม่ค่อยได้เขียนอะนะ
ทั้งเรื่องงาน กับเรื่อง...
ขอแบ่งเวลาไปคุยกะเขาหน่อย
อืม แล้วก็คงเพราะว่า เอาเรื่องราวไปเล่าให้คนอื่นฟังแล้ว
ก็เลยไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วอะ
เป็นคนเก็บกดนี่เอง..อืมมม
เอ..หรือว่าจริงๆแล้ว เราต้องการหาใครสักคนที่ทนฟังเราพูดเรื่องบ้าบอได้หว่า?
แค่ตอนนี้เขายังไม่เบื่อ ไม่รำคาญ
แล้วต่อไปจะเป็นไงน้าาา
ไม่คิดดีกว่า
ไปเตรียมตัวและ
แว๊บ... January 11 :)วันนี้..
ทำสร้อยข้อมือที่เป็นหินที่เขาให้มาตก
แตกกระจาย..
เศร้า...
คนที่ office ช่วยกันเก็บ
ถามว่าลางร้ายป่าวเนี่ย
เราเฉยๆ..
เสียใจที่ไม่อาจรักษาของที่เขาให้มาได้อย่างดีมากกว่า
โชคลาง..ไม่เคยเอามารกสมอง
โทรไปบอกเขา
เดี๋ยวหาให้ใหม่
ของแตกโบราณถือ
เขาว่า
แต่เราไม่ถือ
เขาก็ไม่ถือ
เราอยากเก็บ
เขาก็ว่า งั้นก็เก็บ
:)
วันนี้..
แก๊งเขาชวนไปเกะ
เขาไม่ไป
บอกว่า ไปก็คงไม่ได้คุยโทรศัพท์
จะมัวแต่ร้อง
บวกกับเหนื่อยๆ
เพิ่งไปเป็นกรรมการตัดสินบาส
แต่..น้ำเสียงประโยคแรกดูจริงใจที่สุด
:)
มีอีกหลายเรื่อง
แต่อย่าให้เล่าเลย
วันหลังๆจะไม่เล่าแล้วแหละ
หมดฟามเป็นส่วนตัวหมด
เหมือนกำลังประกาศให้ชาวโลกรู้ไงไม่รู้
ถ้าอยากรู้ หลังไมค์โลด.. January 10 ตาบอด แต่ไม่สนิทนะมีคนตาบอดประเภทนึง
ไม่เรียกว่าบอดสนิท (แต่เรียกว่าอะไรไม่รู้เหมือนกัน)
คือ ระยะการมองเห็นเรียกได้ว่าต้องแบบติดตาเท่านั้นถึงจะเห็น
เวลาจะอ่านหนังสือ ต้องเอาตัวหนังสือมาแนบที่ดวงตา แล้วพยายามอ่านเอาจากระยะแค่นั้น
เรียกได้ว่า ต้องทำให้ระยะห่างระหว่างดวงตากับตัวอักษรสั้นที่สุด
ถึงจะไม่ได้เรียกว่าตาบอดสนิท แต่ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากทีเดียว
ซึ่งก็นะ..ไม่ค่อยแน่ใจว่าระหว่างบอดสนิทกับแบบนี้ ความต่างจะมากน้อยแค่ไหน
ก็คงใช่ที่บอดไม่สนิทก็คงดีกว่าอยู่แล้ว
แต่ มันก็ต้องต่อสู้กับตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งการมองเห็นนะ
หากวันไหน ยอมแพ้ใจ ก็เลิกพยายามมอง
เราก็ไม่ได้บอดสนิทเหมือนกัน
และก็ต้องใช้สติเข้าเตือนใจตัวเอง
แต่หากวันไหนเกิดขี้เกียจขึ้นมา..
มันจะเป็นการปล่อยปละละเลยเกินไปไหมเนี่ย
ก็หลายทีก็อยากจะปล่อยๆใจตัวเองให้สบายบ้างจัง
แต่ก็กลัวว่า ปล่อยไปตอนนี้แล้ว จะมานั่งเครียดทีหลังไหมน้า
สู้เครียดมันตอนนี้ไปเลย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก่อนดีกว่า
ตอนหลังจะได้สบายใจ
เนอะ...
ego สูง
หยิ่ง
ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ego จะเย็นชามาก (รู้สึกอย่างนี้ จากสิ่งที่เขาเล่า)
ใช้เงินเป็น (เก่ง)
ตอนนี้นึกออกแค่นี้อะ อิอิ
ไปดีก่า
แว๊บ..(ติดเขามา) January 09 คนบ้าๆๆๆชอบกินของอร่อย
กินก๋วยเตี๋ยวไม่ต้องปรุง
ไม่กินต้นหอมต้นชิ้นใหญ่ๆ ชิ้นเล็กกินได้
ชอบดูหนังสือแต่งบ้าน
ชอบอ่านหนังสือ
วรรณกรรมเยาวชน
นักสืบมันๆ ประเภทฆ่าๆๆ
ชอบถูกนวด
ชอบนวดให้คนอื่น
ตรงต่อเวลา
วิศว
IE
หัวศิลป์
Art
ชอบถ่ายรูป
กีตาร์เก่งโคตร
นักกีฬาสุดๆ
เป็นผู้ใหญ่
เอาใจใส่
ใจดี
ชอบเด็ก(เล็กๆ)
ฉลาด
ขยัน
โรแมนติก
อารมณ์ดี
ช่างคิด
มีเหตุผล
ขำ
ตลก
เฮฮา
friendly
gent'
โอ้ว...
สรุปว่า ปลื้ม นั่นแหละ
บ้าไปแล้ว.. ว่าจะเขียนเฉพาะสิ่งที่ชอบเหมือนๆกัน กลายเป็นบรรยายคุณสมบัติไปซะ..
ช่วงตาบอดน่ะ รู้ตัว ไม่ต้องห่วง
กำลังปรามตัวเองอยู่เหมือนกัน
ก่อนวางหูเมื่อกี้มีจุ๊บๆไรด้วยอะ
ก็รู้อะนะว่าผ่านโลกมามากกว่าเรา
แต่อย่าทำแบบนี้ แบบให้คิดไปเองได้ป่าว
ใจมันเต้นไม่เป็นจังหวะแล้น
ปล.อย่าคิดมากๆ เขียนไปตามอารมณ์เพ้อๆ
อยู่ไกลกันเป็นร้อยโล... January 08 จะอิ่มได้นานแค่ไหนเนี่ย!วันนี้เมื่อยมาก
เราดันพาเดินซะ ไม่เจียมสังขารทั้งสองฝ่าย อิอิ
แต่เอาเป็นว่า วันนี้ peak สุดละกัน
ขี้เกียจเล่า detail มาก
เอาเป็นว่า
ไปไหว้ศาลเสาหลักเมือง
เที่ยววัดพระแก้ว
เดินดูวัดโพธิ์
กินข้าวเที่ยงท่าพระจันทร์
นั่งเรือต่อ BTS ไป Siam Paragon
เดินเล่น..จน peak
กินข้าว กินติมกันต่อ
แล้วก็กลับ
รวมเวลาก็ 12 ชั่วโมงพอดิบพอดี
อิ่มไป 1 วัน
เพราะไม่รู้ว่าจะอิ่มได้นานแค่ไหน แหะๆ January 07 อยู่นานนานได้ไหมวันนี้เป็นอีกวันที่เรียกได้ว่า อารมณ์แปรปรวนสุดๆ
ตอนเช้านี่ depressed มากๆ
พอ 3 ทุ่มกำลังจะส่ง sms ไปถาม
ก็โทรมาคลายข้อข้องใจซะก่อน
เขินถ้าจะบอกว่า ทำไมใจตรงกันแบบนี้เนี่ย เรื่องโทรศัพท์เนี่ย
อย่างที่บอก
ตั้งกะใช้มือถือ เพิ่งจะรู้สึกชอบมือถือเป็นครั้งแรก
ถึงจะไม่ชอบเท่าเห็นหน้ากัน..แต่ดีที่สุดก็ได้แค่นี้แหละ เนอะ
อุตส่าห์มาอยู่ใกล้กันแค่นี้
อยากเจอนานๆจัง ----------------------------------------------------------------------------------------------------
เพลง: อยู่นานนานได้ไหม
อัลบั้ม: ศรัณย่า ศิลปิน: ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ เมื่อในวันนี้ ที่ฉันได้เจอเธอ
เพราะเธอยังห่วงใยมาหากัน อยากขอบคุณจริงจริง ที่เห็นความสำคัญ แหละรู้ว่าฉันยังเฝ้ารอเธอ ทุกทุกอย่างช่างดูสดใส
ที่ในวันนี้ฉันมีเธออยู่ อยู่นานนานได้ไหม นานนานจะเจอกันซักที ให้ฉันได้มีวันที่ดี อบอุ่นอย่างนี้นานนานได้ไหม แล้วค่อยลา ที่ผ่านมานั้น คิดถึงเธอเพียงใด
ต้องคอยต้องทนเพี่อจะได้เจอ เฝ้ารอคอยมานานอยากขอร้องให้เธอ สงสารใจของคนที่รอคอย ทุกทุกอย่างช่างดูสดใส
ที่ในวันนี้ฉันมีเธออยู่ อยู่นานนานได้ไหม นานนานจะเจอกันซักที ให้ฉันได้มีวันที่ดี อบอุ่นอย่างนี้นานนานได้ไหม อยู่นานนานได้ไหม นานนานจะได้มาซักที ให้ฉันลืมวันคืนที่เหินห่าง อยากเติมความรักให้เต็ม..หัวใจ Pause? ไม่เก่งพอว่ะขอลาไปพักใจก่อนนะ
ช่วงนี้ไม่อยากจะเขียน
ไม่ใช่ไม่มีอะไรจะเขียน
แต่รู้สึกกลัว..
กลัวการทบทวนตัวเอง
กลัวการฟุ้งซ่าน
กลัว กลัว กลัว
ไม่ใช่ว่าวันนี้จะทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจ
แต่ก็..ไม่รู้สิ
จะเล่นเกมกับเขาต่อไปหรอ
มันไม่ใช่เราเลยอะ
มันอึดอัดถ้าไม่ได้พูดตรงๆ
ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกด้านลบกับเขานะ
แต่ไม่ชอบอารมณ์ไม่เคลียร์แบบนี้
เรา pause ความรู้สึกไม่เป็น
ไม่ play ก็ stop
stop ไม่ได้ง่าย
แต่ก็สบายใจกว่า pause โดยไม่รู้อนาคต
เราแรงไปรึเปล่าเนี่ย
พอดีกว่า ยิ่งเขียนก็ยิ่งคิด
จบดื้อๆเนี่ยแหละ
ช่วยบอกขวัญด้วยคำของพี่ว่า-น้องสาว-หากไม่มีคำอื่นในใจ อยากวางตัวให้ถูก
ข้อความประมาณนี้น่าจะโอเค เนอะ? January 06 อย่าเล่นเกมแบบนี้ได้ไหม เสียใจนะอยากจะหยุด..
ไม่ชอบอาการนี้เลย
รู้สึกเหมือนกับว่า เราซื่อเกินไป
ส่วนเขาก็ฉลาดเล่นเกมเหลือเกิน
ก็พอเข้าใจ
คุยกันไม่พบหน้า
เขาคงไม่สามารถรู้ได้ว่าเราซีเรียส
ตอนนี้ไม่รู้ว่ากำลังปากดีอยู่รึเปล่า
แต่ถ้าเขาอยากลองใจเรามากนัก
ก็อยากลองใจเขากลับดูมั่ง
เขาเคยพูดไว้นิ
ถ้าโทรหาแฟนแล้วไม่รับ คราวหน้าถ้าแฟนโทรมาจะไม่รับบ้าง
ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้อยากแก้แค้น
แค่อยากให้รู้ว่า รู้สึกยังไง
เราก็อยากให้เขารู้มั่ง ว่าทำกับเราแบบนี้ เรารู้สึกยังไง
แต่ที่อยากทำ ก็เพราะเสียใจ ที่มาทำกับเราแบบนี้
เพราะเขาไม่ได้คิดอะไรเลย หรือเพราะ ego ที่เขาบอก
อีกอย่างที่เขาบอก
คนเราไม่สามารถมีอารมณ์รัก โกรธ เกลียด ชอบ ไปพร้อมๆกันได้
ถ้าแฟนโกรธ ก็ไม่ต้องมาคุยกัน
รอให้หายโกรธก่อน แล้วค่อยว่ากัน
ระหว่างนั้น เป็นอาทิตย์ ไม่ต้องคุยกันก็ได้
เชื่อเขาเลย..
มิน่า ถึงบอกว่า รู้ตัวว่าเป็นแฟนที่ไม่ดีหรอก
เหอะๆ..
งั้นก็
อยากพิสูจน์เหมือนกันว่า ตัวเองจะปากดีได้แค่ไหน
ใช่ว่าไม่เคยเจ็บเพราะมนุษย์ต่างเพศมาก่อน
อีกสักครั้งจะเป็นไรไป
อยากรู้เหมือนกันว่า ตัวเองจะอัปเปหิเขาออกไปจากชีวิตได้มากแค่ไหน
ไม่รู้ว่าปกติแล้ว ที่ทำไม่ได้ มันเพราะแพ้ใจตัวเอง หรือแพ้นิสัยตัวเองกันแน่
แค่ไม่ชอบทำให้คนอื่นไม่สบายใจ
ยกเว้นแค้นมากจนตั้งใจทำ
การอัปเปหิคนออกไปจากชีวิตเนี่ย บางทีเราก็คงคิดไปเองว่าเดี๋ยวเขาจะไม่สบายใจเพราะไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรอยู่
เออ โกรธคนเกลียดคนก็ยังอุตส่าห์โรคจิตคิดแบบนี้อีก
แต่ก็ใช่ว่า จะไม่เคยทำได้นะ..หึหึ
เริ่มซะพรุ่งนี้เลย
1.ไม่ต้อง chat
2.ไม่ต้อง online
3.ไม่ต้อง sms
4.ไม่ต้องตอบ
5.ไม่ต้องโทร
6.ไม่ต้องรับ(ด้วยซะดีไหม)
อยากรู้เหมือนกันว่าตอนที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่เนี่ย จะมีผลออกมายังไง
แต่ก็กลัวใจตัวเองจริงจริ๊ง
ไม่ใช่ว่ากลัวหวั่นไหว
แต่กลัวจะทำให้"คน"ไม่สบายใจ
โอ้ย สับสนในชีวิตโว้ย!
ทั้งๆที่..น่าจะมีโอกาสได้เจอกันสุดสัปดาห์นี้
ถ้าเขาคิดจะเอ่ยปาก...
ก็แล้วแต่ ไม่คิดถึงกันก็ไม่ต้องเจอ
ปกติเราก็ไม่ใช่คนหยิ่ง ออกจะเป็นคนชอบแบไพ่ให้คนอื่นดูซะด้วยซ้ำ
แต่ครั้งนี้ แค่ไม่เข้าใจจริงๆ
เพราะอายุหรอ?
หรือมันไม่ได้ meant to be แต่ต้น
เราก็ไม่รอให้เขามาจบให้หรอก
เราจบเองได้!
หึ..ไม่ใช่จะไม่เคย
ถึงจะไม่ใช่คนเริ่มเองก็เหอะ
---------------------------------------------------------------------------------------------------
เพลง: บอกมาคำเดียว
อัลบั้ม: หมื่นฟาเรนไฮต์ ศิลปิน: ไมโคร ฉันเป็นแค่เพียงคนที่เธอเคยอยากมี
แค่คนที่เธอเคยต้องการ ฉันเป็นแค่คนหนึ่ง ซึ่งเธอนั้นเคยพอใจ ถามใจของเธอดูอีกทีให้แน่นอน
ว่ายังต้องการกันอีกไหม
ถ้ายังต้องการอยู่ แล้วใยไม่ดูแล แล้วใยไม่แคร์กันเลย
เบื่อก็บอกกัน ก็ทิ้งกันไปเถอะ
ก็ใครจะไปห้ามไว้
อาจจะยังดีกว่าปล่อยไว้อย่างนี้ บอกมาเลยว่าคิดยังไง จะอยู่หรือไปก็บอกมา
บอกมาเลยอย่าเสียเวลา บอกฉันมาได้เลย บอกมาเลยว่าคิดยังไง จะอยู่หรือไปก็บอกมา บอกมาเลยอย่าเสียเวลา บอกฉันมาคำเดียว ฉันเป็นแค่เพียงคนที่เธอเคยอยากมี
แค่คนที่เธอเคยต้องการ
ถ้ายังต้องการอยู่ แล้วใยไม่ดูแลกัน แล้วใยไม่แคร์กันเลย
บอกมาเลยว่าคิดยังไง จะอยู่หรือไปก็บอกมา
บอกมาเลยอย่าเสียเวลา บอกฉันมาได้เลย บอกมาเลยว่าคิดยังไง จะอยู่หรือไปก็บอกมา บอกมาเลยอย่าเสียเวลา บอกฉันมาคำเดียว Again, literally...
เป็นเพลงที่เขาบอกว่า ฟังแล้วจะร้องไห้ทุกทีด้วย
เหอะๆๆ... January 05 ดวงชะตาราศีช่วงนี้คงต้องงดดูดวงไม่ว่าจะมีที่มาจากไหนลงบ้างแล้ว
ไม่ใช่เพราะเราเชื่องมงายหัวปักหัวปำ
แต่เพราะแต่ละอันมันโคตรแม่นเลย
เลยชักจะหวั่นๆ กลัวมันจะมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอะไรสำคัญๆในชีวิต
เมื่อก่อนเราไม่เคยเชื่อ
ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก ก็มันจำไม่ได้อะ คงเพราะไม่ค่อยเชื่อว่ามันจะแม่น
แต่หลังๆนี้ อยู่กับคนที่เชื่อมากๆเข้า ก็เริ่มจำว่าคำทำนายแต่ละอย่างมันว่าไง
เอามาเทียบมาดู
เออ...แม่นว่ะ แย่แล้ว
แถมแต่ละอัน ยังไปทางเดียวกันด้วย
โอ้ววว ม่ายยย
ยังไง เราก็ยังเชื่อผลของการกระทำ จากการตัดสินใจด้วยตัวเองอยู่
เพียงแต่ ไม่อยากให้พวกนี้มามีผลมากเกินไปอะ
เพราะยังไงเราก็คนนะ!
มันกำลังทำให้เรามี bias!!
---------------------------------------------------------------------------------------------------
ใบที่ 15
พระตำหนัก เจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ
**************************
การงานใด คิดไว้ ในดวงจิต
จะสัมฤทธิ์ สมมาตร ปราถนา
เป็นผลจาก บุญกุศล ที่ทำมา
กาลภายหน้า สดใส ใคร ฤ เทียม
1.การสิ่งใดที่คิดไว้สมหวังปรารถนา
2.ควรทำบุญกุศลไว้บ้าง
3.เนื้อคู่พบแล้ว
4.เจ้านายให้ความเมตตา
5.คนไข้จะหายป่วย
6.คนขาวท้วมจะให้ลาภ
7.ถามถึงของหายจะได้พบ
8.เพื่อนฝูงที่อยู่ห่างไกลจะมาหา
9.เป็นความจะชนะ
*ท่านกำลังจะมีโชค*
--------------------------------------------------------------------------------------------------- January 04 มอคค่าในน้ำแข็งทางพระพุทธศาสนาว่าไว้
จิตคนเราเหมือนลิง
จะให้นั่งสงบนิ่งๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้
เราว่า
อารมณ์คนมีความรักเหมือนมอคค่าใส่น้ำแข็ง
ตอนกำลังชงก็ลุ้น ตื่นเต้นดี ว่าจะอร่อยรึเปล่า..ส่วนผสมมันเยอะ
ตอนชงเสร็จใหม่ๆเนี่ย สีสีนสวย น่ากิน ถึงจะขม แต่ก็ยังทนกินได้
แต่บางที พอดูดๆไป มันชักจะทนกินไม่ไหว..
..บางคนก็โยนทิ้ง..จะเสียอารมณ์กินมันต่อไปทำไม
..บางคนก็เสียดาย..กินต่อไปให้หมด
บางที ก็วางทิ้งไว้จนลืม..น้ำแข็งละลาย
ความอร่อยเข้มข้นก็เริ่มจืดจาง
สุดท้าย ก็เข้าอิหรอบเดิม
คือถ้าไม่เสียดาย ก็โยนทิ้ง..
เรามักจะสังเกตอารมณ์ความรักของเราตอนที่ชงได้ที่ กำลังน่ากิน
แต่เราก็คิดว่า ถ้ารีบดูดตอนนี้ ก็จะหมดเร็วไป
ขอตั้งรอไว้ก่อนสักพัก ค่อยๆหยิบมาจิบทีละนิด ค่อยๆอร่อยไปเรื่อยๆดีกว่า
แต่..
สมองกับหัวใจมันไม่ได้ทำงานประสานกันเท่าไหร่
คือบางที น้ำแข็งมอคค่ามันกำลังละลายเพื่อเจือจางความขมของมัน
ก็มีคนที่ใส่ใจเราเข้ามาช่วยคนๆให้มันเข้ากันใหม่
กาแฟ โกโก้ ที่มันกำลังจะตกตะกอนแยกชั้นกัน
ก็กลับมาเข้ากัน
เราแค่อยากจะให้มันตกตะกอนซะก่อน
จะได้พิจารณาถึงส่วนผสมของมัน
ว่ากาแฟ โกโก้ นม และน้ำ ได้สัดส่วนที่พอดีกัน
ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดูดมันต่อไปดีไหม
เพราะถ้ากาแฟเยอะไป สุดท้ายก็อาจจะกลับมาทำร้ายเราเอง
ไม่ได้โทษคนที่มาช่วยคนให้เรา
เพราะเขารักและหวังดี
เพียงแต่เราไม่ได้บอกเขาว่า เรากำลังรออะไรอยู่
...
น้ำแข็งละลาย
เขาเข้ามาคน
อารมณ์ก็เลยขึ้นๆลงๆ
ผู้หญิงคนนี้ก็อย่างนี้แหละ..
หลายทีก็คิดนะ
ว่าจะคิดมากไปทำไม
ปล่อยให้ความรักเป็นเรื่องของหัวใจ เป็นไปตามอารมณ์ตามธรรมชาติบ้าง
แต่ก็...เหมือนความมีสติมันรั้งไว้อยู่
โตแล้วนะ
มันถึงเวลาที่ต้องมองอะไรมากกว่าที่เคยมอง
มันไม่ใช่การหาคนมาเป็นเพื่อนใจเพียงอย่างเดียวแล้ว
มันเป็นการมองหาคนที่เราอยากจะ...
...ให้กำลังใจในช่วงเวลาที่ท้อแท้ที่สุดในชีวิต
...แบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุดในชีวิต
...มีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทั้งร่างกายและจิตใจไว้ด้วยกันตราบเท่าบุญที่ทำมาร่วมกัน
เน่า..ซะ
แต่ถ้าหาคนเน่าเท่านี้ไม่ได้
เขาก็คงไม่ได้เกิดมาเพื่อเรา
เราอาจไม่ใช่คนที่เป็นที่น่าจับตามองของสังคม
เราเพียงต้องการคนเพียงคนเดียว ที่จะหยุดสายตาเขาไว้ที่เรา..เพียงคนเดียวเช่นกัน January 03 >> ++ * " TO LOVE SOMEONE You may have to " * ++>> ++ * " TO LOVE SOMEONE You may have to " * ++ >> >> >> >>การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน >> >>ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม >> >>สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ >> >>“คน” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น >> >>อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป >> >>เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว >> >>อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป >> >>เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น >> >>อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป >> >>เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว. . . คนเดียว .... >> >>อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป >> >>เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง >> >>อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป >> >>เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด >> >>อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้ >> >>เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ >> >>คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที >> >> >>เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ >> >>ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา >> >>ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน >> >>...อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง... Back to normal loop, normal lifeก็หลายๆเรื่องอะนะ
1.กลับมาทำงาน หลังจากที่หยุดไปอาทิตย์นึง
2.กลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติ ไม่ใช่(คิดว่าเป็น)ส่วนเกินของความรักใคร
จริงๆก็อยากเล่าแบบละเอียดอะนะ ไม่อยากสรุปสั้นๆอย่างนี้
แต่แบบว่า ขี้เกียจแล้ว เหนื่อยด้วย ขอสรุปเลยละกัน
หลังไมค์ก็จะไม่ค่อยมีรายละเอียดแล้วด้วย เพราะเล่าไปหลายรายแล้ว เหนื่อยๆ แหะๆ :P
สรุปว่า ผลออกมาดีอะนะ ดีมากกว่าที่คิดอะ อืม
normal loop ก็คือ สามารถดำเนินชีวิตแบบที่คนปกติควรจะเป็นได้
ก็ขึ้นอยู่กับคนสองคนแล้วล่ะ
จบละกัน
ดีนะที่ได้ไปทริปนี้ ไม่งั้นก็คงไม่ได้ข้อสรุป แล้วคงสบายใจแบบนี้
เฮ้อ...ฟู่...
เย็นไว้ลูก..เย็นไว้
ช้าไว้ลูก..ช้าไว้
(จะทำได้หรอวะ) December 29 จากคนอื่นคนไกลช่วงนี้ยุ่งชะมัดเลย
ไหนจะงานราษฎร์ งานหลวง เห้อ..
พรุ่งนี้จะไปชุมพรข้ามปีแล้ว
กลับมาคิดว่าคงได้คำตอบจากอีกฝั่งที่ชัดเจนกว่าตอนนี้
ตอนนี้เริ่มงงว่าเขาเป็นยังไงกันแน่
อย่างที่ตั้มว่า "เดากันไปเดากันมา"
เลิกเดาแล้ว ไปถามเอาเลยดีกว่า
เสียแต่ว่า มารยาเราไม่มีอะดิ ทำไงดีฟะ..
เราคิดว่าเราเคลียร์ตัวเองแล้ว
ไม่ว่าความจริงเป็นแบบไหน เราก็เตรียมทางเดินไว้หมดแล้ว
แปลกใจป่าวที่เราจะไม่ดันทุรังเหมือนบางเคส..
ก็เพราะมโนธรรมมันแรงกว่าไง
อีกอย่าง เราก็ไม่ได้รู้จักเขาดีพอที่จะบอกว่า เขาดีพอรึเปล่า
เอ๊ะ ยังไง อิอิ
เอาเหอะ ไว้ปีหน้าจะมาเล่าให้ฟัง
แบบสรุป ถ้ามันเป็นลบ
แบบพรรณนา ถ้ามันเป็นบวก
ไม่ค่อยลำเอียงเลยเนอะ..
บ๊ายบายปีเก่า
Happy New Year 2006!
----------------------------------------------------------------------------------------------------
เพลง: จากคนอื่นคนไกล
อัลบั้ม: Fine Days ศิลปิน: มาช่า วัฒนพานิช
ความจริงที่เธอต้องฟัง ความจริงที่เธอแกล้งลืมมัน
ถึงฉันยังใจสั่นๆ แต่คงต้องพูดมันไป เธอมีอีกคนที่ดี เธอมีอีกคนที่จริงจัง ถึงแม้ไม่อยากรับฟัง จงฟังและควรทำใจ ว่าฉันไม่อาจมีใจให้เธอ เป็นแค่คนอื่นคนไกลของเธอ
แค่ผ่านมาเจอ จากนี้เธอควรกลับไป
บอกจริงๆว่าฉันไม่อยากทำตัวไม่ดี และฉันไม่อยากเป็นคนไม่ดี
ทุกอย่างลวงตา อย่าคิดไปเกินกว่านี้ อย่าทำอีกเลย
อารมณ์ที่เราเผลอใจ มันเป็นอะไรแค่ข้ามคืน ฉันแค่เป็นคนอื่นๆ ที่เธอว่าน่าพอใจ บางทีถ้าเธอหันไป ทำดีกับเขาให้เพียงพอ รักแท้ที่เธอเฝ้ารอ มันคงไม่ใช่คนไกล แต่ฉันไม่อาจมีใจให้เธอ เป็นแค่คนอื่นคนไกลของเธอ
แค่ผ่านมาเจอ จากนี้เธอควรกลับไป
บอกจริงๆว่าฉันไม่อยากทำตัวไม่ดี และฉันไม่อยากเป็นคนไม่ดี
ทุกอย่างลวงตา อย่าคิดไปเกินกว่านี้ อย่าทำอีกเลย
ชีวิตมันเดินต่อไป เธอรู้ต้องทำเช่นไร
ส่วนฉันก็คงต้องอยู่แบบเดิมอย่างนี้ เข้าใจใช่ไหม
บอกจริงๆว่าฉันไม่อยากทำตัวไม่ดี และฉันไม่อยากเป็นคนไม่ดี
ทุกอย่างลวงตา อย่าคิดไปเกินกว่านี้ อย่าทำอีกเลย December 27 ผู้ชายร้อยเก้าเล่มเกวียนจริงๆ ผู้ชายร้ายๆก็คงมีเยอะเนอะ
เพียงแต่เราไม่เคยเจอเท่านั้นเอง
จะบอกว่า มีแต่เพื่อนดีๆก็ว่าได้
หรือไม่ก็ มันไม่ได้มองเราในฐานะอย่างนั้น
หรือไม่ก็ -ราน้ำไย้- อิอิ
อย่างไรก็ตาม
คนๆนี้เนี่ย.. ไม่รู้ว่าซับซ้อนเกินวิเคราะห์ได้
หรือว่า เพราะไม่ค่อยรู้จักดี เลยตีความไม่ค่อยออก
หรือเพราะว่า แม่ง เชี่ยว..
เมื่อวานทำเป็นหลีกเลี่ยง
วันนี้ทำเป็นเฉยๆ
ไอ้เราก็นึกว่า ไม่อยากคุย
ตอนค่ำกลับมาถามว่าเราเป็นไร เงียบ ไม่คุย
ให้มันได้งี้ดิ
ตกลงเนี่ย เล่นเกม ป๊อด ไม่มั่นใจ รึว่าลองเชิงกันแน่
เป็นผู้ชายรึเปล่า ชัดเจนหน่อยดิ๊ เคลียร์ๆกันไปเลย! December 26 Stay Hungry, Stay Foolish. By: Steve JobsStanford Report, June 14, 2005 [ Thai Version ]
เป็นการปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอรดเมื่อเดือนมิถุนายน
ผมไปอ่านพบบทความนี้ในนิตยสาร Fortune ฉบับ September 5, 2005 ฟอร์จูนได้เขียนในขอความโปรยก่อนบทความว่า ปกติการปาฐกถาพิเศษในวันรับปริญญามักจะเป็นอะไรที่ฟังสบายๆ แล้วก็ผ่านไป แต่ปาฐกถาพิเศษของ Jobs ที่ Stanford ครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะหลังจากวันนั้นก็คนพูดถึงอย่างมากมาย ไม่เฉพาะในหมู่บัณฑิตของสแตนด์ฟอร์ดเท่านั้น แต่มีการโพสต์เข้าไปในเวบไซด์ต่างๆ ส่งอีเมล์ให้คนรู้จักอ่าน ถกเถียงในเว็บบล็อก คนที่ไม่ได้อ่านก็ถามหากันมาก จนฟอร์จูนต้องเอามาตีพิมพแม้จะผ่านมาแล้วถึง 4 เดือนก็ตาม
โดย : Steve Jobs (CEO Apple Computer และ Pixar Animation Studio)
ถอดความโดย : กิตติ สิงหาปัด
" ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกับพวกท่านในวันนี้ ความจริงที่คนรู้กันทั่วไปก็คือ ผมไม่จบปริญญาครับ จะว่าไปแล้วการมาที่นี่ในวันนี้ถือว่าทําให้ผมได้อยู่ใกล้กับคําว่า ได้ปริญญามากที่สุด
วันนี้ผมอยากจะบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตผมให้ฟังสามเรื่อง เป็นแค่เรื่องของชีวิตผมเองเท่านั้นจริงๆ นะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร
เรื่องแรก... เป็นเรื่องของการมองเส้นทางเดินของชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งมันเป็นคล้ายๆการต่อเชื่อมจุดให้เป็นรูปร่าง
ผมดรอปจากมหาวิทยาลัย Reed หลังจากเข้าเรียนได้เพียง 6 เดือน แต่ก็ยังเตร็ดเตร่อยู่ในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือนก่อนที่จะออกมาจริงๆ
ถามว่าทําไมผมถึงดรอป บางทีเรื่องนี้อาจจะเริ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ําไป
แม่ของผมเป็นสาวรุ่นที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและไม่ได้แต่งงาน เธอตั้งใจว่าจะยกผมให้คนที่ต้องการเด็กรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
เธอมีเงื่อนไขในใจที่ค่อนข้างแรงกล้าว่า จะยกผมให้กับคู่สามีภรรยาที่ต้องจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น
ตอนแรกผู้ที่จะรับผมไปอุปการะนั้นเป็นคูของทนายความกับภรรยา แต่ปรากฏว่า ตอนผมคลอดนั้น ทั้งสองก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันว่าอยากได้เด็กผู้หญิง ผมก็เลยมาเป็นลูกของพ่อแม่ผมในขณะนี้ ตอนนั้นท่านทั้งสองอยู่ในรายชื่อถัดไปที่ต้องการรับเด็กไปเลี้ยง พอคู่ของทนายปฏิเสธ ก็เลยมาถึงคิวของท่าน
แต่ปัญหาก็คือ..พ่อแม่ผมไม่ได้จบมหาวิทยาลัย ในหนแรกแม่ผมจึงไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ยอมเพราะพ่อแม่ผมให้สัญญาว่าจะส่งผมเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อผมโตขึ้นอย่างแน่นอน
17 ปต่อมาผมก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ผมดันไปเลือกมหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมแพงพอๆกับที่นี่ด้วยเงินเก็บของพ่อแม่ผม ซึ่งท่านก็เป็นคนระดับทํางานธรรมดา หมดไปกับค่าเทอมของผม หกเดือนในมหาวิทยาลัยผมมองไม่เห็นว่ามันจะคุ้มกับค่าเล่าเรียนยังไง ผมไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี และมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ให้ทางออกกับผม ผมใช้เงินที่พ่อแม่สะสมมาทั้งชีวิตหมดไปในหกเดือนที่ Reed
ในที่สุดผมตัดสินใจดรอปโดยมั่นใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้นจริงๆ ตอนนั้นผมก็ค่อนข้างกลัว แต่เมื่อมองกลับไป การตัดสินใจดรอปเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต การดรอปทําให้ผมไม่ต้องเรียนวิชาบังคับที่ผมไม่ชอบ แต่ในขณะเดียวกันกลับทําให้ผมได้เข้าเรียนวิชาที่ผมสนใจ
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมดนะครับ ผมไม่มีหอพัก ต้องสิงในห้องของเพื่อน ผมต้องเก็บกระป๋องโค้กไปคืนที่ร้านเพื่อเอาเงินมัดจํากระป๋องละ 5 เซ็นต์ไปซื้อข้าวประทังชีวิต และทุกๆวันอาทิตยผมต้องเดินข้ามเมืองถึง 7 ไมล์ เพื่อที่จะได้กินอาหารดีๆซักมื้อที่โบสถ์พราหมณ และมีหลายอย่างที่ผมอาจจะก้าวพลาดไปโดยบังเอิญเพราะความอยากรู้อยากเห็น หรือโดยสัญชาตญาณ ได้ให้บทเรียนที่มิอาจประเมินค่าได้กับผม ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังซักเรื่อง
มหาวิทยาลัย Reed ในตอนนั้นอาจจะเรียกได้ว่ามีคอร์สสอนการออกแบบตัวอักษร (calligraphy) ที่ดีที่สุดในอเมริกาก็ว่าได้ ป้ายหรือโปสเตอร์ต่างๆในมหาวิทยาลัยจะถูกออกแบบอย่างสวยงาม ผมตัดสินใจเข้าเรียนวิชานี้ เนื่องจากไม่ต้องลงเรียนวิชาปกติ หลังจากดรอปไว้ ผมได้เรียนรู้ตัวอักษร serif และ sans serif ได้รู้เรื่องการจัดวางช่องไฟ การผสมผสานตัวอักษรขนาดต่างๆกันให้งานออกมาดูดีที่สุด มันเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงความสวยงามมีที่มาที่ไป และมีศิลปะแบบที่วิทยาศาสตร์ก็สอนเราไม่ได มันสุดยอดจริงๆ
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในชีวิตผมเลย จนกระทั่งสิบปีต่อมา เมื่อเราออกแบบคอมพิวเตอร์แมคอินทอชเครื่องแรก นั่นแหละวิชาที่เรียนตอน ดรอปถึงช่วยได้จริงๆ
ทุกท่านคงเห็นเครื่องแมคฯ ที่มีตัวฟอนท์ที่สวยงาม นี่ถ้าผมไม่ได้ลงเรียนวิชาการออกแบบตัวอักษร (Calligraphy) ใน ตอนนั้นแล้ว เราก็คงไม่มีเครื่องแมคอย่างที่เราเห็นในวันนี้ และความจริงก็คือถ้าวินโดวส์ไม่ลอกเราในวันนั้น พีซีในยุคปัจจุบันก็จะไม่มีตัวฟอนท์อย่างนี้ก็ไดทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะผมลงเรียนวิชาคัดลายมือครั้งนั้นทีเดียวจริงๆ
แน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถต่อเชื่อมจุดเป็นรูปร่างไดเมื่อผมอยู่ที่ Reed แต่เมื่อตอนสิบปีผ่านไป ทุกอย่างก็เห็นไดชัด
ผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้โดยการมองไปข้างหน้า เราจะทําได้ก็ต่อเมื่อเรามองย้อนหลังไป (ถ้านึกไมออกให้นึกถึงเวลาเราเชื่อมจุดเป็นรูปต่างๆ ถ้าเราเอากระดาษปิดจุดที่เราต่อมาแล้ว เราจะต่อไปข้างหน้าไม่ถูก) ฉะนั้นขอให้เชื่อว่า จุดต่างๆที่ผ่านมานั้น อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในวันข้างหน้า เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่างไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจ ชะตาชีวิตหรือกรรม อะไรก็ไดวิธีคิดแบบนี้ไม่ทําให้ผมผิดหวังท้อแทแต่กลับสร้างสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นกับชีวิตผมมากมาย
เรื่องที่สอง... ที่จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความรักและการสูญเสียครับ
ผมโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรักที่จะทําตั้งแต่วัยหนุ่ม วอซ (Stephen Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple) กับผมเริ่มทําคอมพิวเตอรแอปเปิลกันที่โรงรถของพ่อแม่ผมตอนผมอายุ 20 เราทํางานกันอย่างหนัก ภายในระยะเวลา 10 ปี แอปเปิลที่เริ่มจากเราสองคนในโรงรถเติบโตขึ้น มีสินทรัพย์ถึง 2,000 ล้านเหรียญ มีพนักงานกว่า 4,000 คน เราเพิ่งสร้าง คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดคือ แมคอินทอช ตอนผมเพิ่งย่างสามสิบ แต่ผมกลับถูกไล่ออก หลายคนอาจสงสัยว่า ผมถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งมาได้ยังไง คือเมื่อแอปเปิลเริ่มเข้าที่และเติบโต เราก็หาคนที่เราคิดว่าเก่งมาร่วมบริหาร แรกก็ไปได้ดี แต่พอซักพัก วิสัยทัศน์เราก็เริ่มไม่ตรงกัน หนักเข้าก็กลายเป็นความขัดแย้ง และในที่สุดคณะกรรมการบริหารก็เลือกข้างเขา และผมก็เป็นฝ่ายต้องออกมา เป็นการออกที่คนรู้กันทั่วไปใหญ่โต สิ่งที่เป็นหัวใจในชีวิตของผมมลายหายไป ชีวิตผมเหมือนไม่เหลืออะไรเลย
ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าจะทําอะไรอยู่หลายเดือน ผมรู้สึกว่าผมได้ปล่อยให้ความเป็นเจ้าของกิจการหลุดลอยไปทั้งๆที่มีโอกาส ช่วงหลังผมได้พบกับ David Packard (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง HP) และ Bob Noyce (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Intel) เพื่อขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น คนทั่วไปมองว่านี่เป็นความล้มเหลวของผมจนผมคิดจะออกจากธุรกิจไอทีนี่แล้ว แต่แล้วผมก็รู้สึกว่าเริ่มคิดอะไรบางอย่างไดผมยังรักในสิ่ งที่ผมทํา สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิลไม่ได้ทําให้ความรักของผมกับคอมพิวเตอร์ลดลงแม้แต่น้อย ถึงผมจะถูกปฏิเสธ แต่ผมก็ยังรักมัน ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง
ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามามองตอนนี้ การออกจากแอปเปิลกลับถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม ความรู้สึกหนักอึ้งที่แบกรับไว้ว่าเป็นคนที่ประสบความสําเร็จ กลับถูกแทนที่ด้วยการที่ไม่มีอะไรต้องเสียจากการที่เป็นผู้ที่เริ่มต้นใหมผมกลายเป็นคนที่จะไม่มั่นใจกับอะไรมากจนเกินไป และที่สําคัญ มันเป็นการปลดปล่อยตัวเองให้เข้าสู่ช่วงที่ถือว่ามีพลังสร้างสรรค์มากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต
ในช่วง 5 ปีหลังจากนั้น ผมเริ่มทําบริษัทใหมชื่อ NeXT และอีกบริษัทหนึ่งคือ Pixar และพบรักกับหญิงสาวคนที่เป็นภรรยาผมตอนนี้ Pixar ได้ผลิตหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นด้วยคอมพิวเตอร์เรื่องแรกของโลก คือ Toy Story และปัจจุบันนี้ Pixar ก็เป็นสตูดิโอที่ประสบความสําเร็จมากที่สุดในโลก และเหตุการณ์ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญอีกจุดหนึ่งก็มาถึง แอปเปิลซื้อกิจการ NeXT และผมก็กลับแอปเปิลและสิ่งที่ผมสร้างไว้ที่ NeXT ก็กลายมาเป็นหัวใจของแอปเปิลในยุคฟื้นฟู และผมก็ได้แต่งงานกับ Laurene
"ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจากแอปเปิล ถือว่าเป็นการให้ยาที่แรงสุดๆ แต่ก็ถือว่าถูกกับคนไขบางที ชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขออย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทําให้ผมก้าวหน้ามาถึงวันนี้ได ก็เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทํา พวกคุณต้องค้นหาว่าคุณรักอะไร ความจริงมันก็คล้ายๆกับการหาแฟนซักคนนั่นแหละ จะว่าไปแล้วการทํางานนี่ถือเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตของเรา ทางเดียวที่จะทําให้เรามีความพึงพอใจสูงสุดก็คือ การได้ทําในสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญมีความหมาย และการที่จะทําให้การทํางานที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสําเร็จก็คือ การรักในสิ่งที่ทํา ...ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จงค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งหยุด คุณจะรู้ได้ด้วยใจคุณเองเมื่อคุณค้นพบมัน และมันจะทําให้เราดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจงค้นหาต่อไป"
เรื่องที่สาม... ที่จะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย
เมื่อตอนอายุ 17 ผมอ่านเจอคําพูดของคนๆหนึ่งพูดไว้ว่า “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน” ผมประทับใจมาก และตลอด 30 ปีตั้งแต่นั้นมา ผมจะมองกระจกและถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมอยากทําอะไร และวันนี้จะทําอะไรบ้าง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คําตอบออกมาว่า ไม่รู้จะทําอะไรติดต่อกันหลายๆวัน ผมรู้ว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว
การระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องตายเร็วๆนี้เป็นอาวุธที่สําคัญที่สุดที่ผมใช้ในยามต้องตัดสินใจเรื่องสําคัญๆในชีวิต เพราะเกือบจะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังต่างๆจากคนภายนอก ความภาคภูมิใจ การกลัว การเสียหน้า หรือล้มเหลว ล้วนแตไม่เป็นสาระทั้งสิ้น เมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย มันทําให้เรานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่น เป็นความสําคัญที่สุดเท่านั้น การระลึกว่า คุณกําลังจะตายเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะหลุดพ้นจากความคิดที่กลัวการสูญเสียอะไรบางอย่าง ชีวิตคุณมีแต่ตัวนี่ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่เดินตามความฝันของตัวเอง
เมื่อปีที่แล้ว ผมไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง หมอทําสแกนผมราวเจ็ดโมงครึ่ง และเห็นชัดว่ามีก้อนเนื้อที่ตับอ่อน ผมเองไม่รู้แม้กระทั่งว่าตับอ่อนคืออะไร หมอบอกว่าเท่าที่ดูแล้วค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่มีทางรักษา และบอกว่าผมน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3-6 เดือน หมอแนะนําว่าให้กลับบ้านและจัดการอะไรต่างๆให้เรียบร้อย พูดแบบชาวบ้านก็คือ หมอบอกให้ไปเตรียมตัวตายนั่นเอง มันหมายความว่าคุณ ต้องรีบคุยกับลูกในสิ่งที่คุณคิดว่าจะคุยในอีกสิบปีข้างหน้า หมายความว่าต้องเตรียมสิ่งต่างๆไว้ให้ครอบครัวเมื่อคุณต้องจากไป และ หมายความความว่าคุณต้องลาโลกนี้ไปแล้ว ผมอยู่กับความรู้สึกว่าเป็นมะเร็งและต้องตายเร็วๆนี้ทั้งวัน จนกระทั่งตอนเย็นหมอต้องตัดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์อีกครั้ง หมอใช้กล้องส่องภายในสอดผ่านลําคอ ผ่านกระเพาะ ลงลําไส้เล็ก และใช้เข็มเล็กๆเจาะก้อนเนื้อเล็กๆในตับอ่อนออกมาตรวจ ตอนนั้นผมถูกวางยางสลบอยูแต่ภรรยาผมบอกภายหลังว่า เมื่อหมอตรวจเนื้อเยื่อผ่านกล้องจุลทรรศน์อีกครั้งหนึ่งก็พบว่า ผมเป็นมะเร็งแบบที่พบได้น้อยมาก คือเป็นชนิดที่รักษาได้ด้วยการผ่าตัด และผมก็เข้ารับการผ่าตัดรักษาจนหายดีแล้ว
ในตอนนี้นี่ถือว่าเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดของผม และผมก็หวังว่ามันจะรักษาสถิติที่ใกล้ที่สุดไปอีกหลายสิบปข้างหน้าด้วย การที่ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ก็ทําให้ผมเล่าให้พวกคุณฟังได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงแค่ ความคิดเชิงหลักการอย่างเดียว ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ แม้แต่คนที่อยากไปสวรรค์ก็ไม่ต้องการตายเพื่อที่จะไปถึงที่นั่น แต่ทุกคนต้อง ตายครับ ไม่มีใครหลีกพ้นความตายไดและมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะผมถือว่า ความตายน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายทําให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง มันเป็นการกําจัดคนเก่าเพื่อเปิดทางให้คนใหม
ตอนนี้คนใหม่คือพวกคุณทั้งหลาย และจะค่อยๆแก่ไปในที่สุดและจะถูกกําจัดไป ขอโทษที่ผมอาจจะพูดอะไรที่เป็นนิยายไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงนะครับ ชีวิตของพวกคุณมีจํากัดครับ จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตอยู่บนชีวิตของคนอื่น อย่าตกอยู่ในหลุมพรางของความเชื่ออะไรบางอย่าง ซึ่งทําให้เราดํารงชีวิตอยู่บนความคิดของคนอื่น อย่าให้ความคิดของคนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในใจของเรา สิ่ งที่สําคัญนะครับ จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง ซึ่งตอนนี้อาจจะรู้แล้วว่าคุณต้องการเป็นอะไร อย่างอื่นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้น
ตอนผมหนุ่มๆ มีสิ่งพิมพที่เรียกว่า The Whole Earth Catalog ซึ่งได้รับความนิยมมากในยุคนั้น คนที่ทํามันขึ้นมาชื่อ Stewart Brand ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหรคือที่ Menlo Park ใน Whole Earth Catalog มีบทกวีดีๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตเยอะ ตอนนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนที่จะมีพีซี เพราะฉะนั้นนิตยสารนี้จึงทําขึ้นด้วยพิมพ์ดีดมือ กรรไกร และกล้องโพลารอยด มันก็คล้ายๆกับ Google ฉบับ หนังสือนั่นแหละ คือเกิดก่อน Google 35 ปมันเป็นอะไรที่อุดมคติ มีคําสอน ข้อคิดเตือนใจดีๆมากมาย Stewart ออก Catalog หลายฉบับ แต่ทุกอยางก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด มาถึงฉบับสุดท้ายเมื่อราวกลาง ทศวรรษ 1970 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุเท่าๆกับพวกคุณนี่แหละ ในปกหลังของฉบับสุดท้ายนี่เป็นรูปถ่ายถนนในชนบทยามเช้า เป็นภาพที่หลายคนคงเคยสัมผัส ถ้าเผื่อเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว ด้านล่างของภาพเขียนว่า
“Stay Hungry. Stay Foolish”
มันเป็นเหมือนการกล่าวอําลาของพวกเขาด้วย
“จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอ จงเป็นคนที่โง่อยู่เสมอ”
เป็นสิ่งที่ผมใช้เตือนตัวเองตลอดเวลา และในโอกาสที่พวกคุณจะจบการศึกษาออกไปเผชิญโลกกว้าง ผมขอให้พวกคุณ จงเป็นคนที่ Stay Hungry และ Stay Foolish .."
ขอบคุณครับ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Stanford.. มหาลัยที่อยากเรียนจัง (เคยไปแค่หนเดียวทำอยากเรียน กระแดะจริง) December 25 แม้ไม่ได้เกิดวันเดียวกัน ก็ขอตายวันเดียวกัน..จะได้ไหม?คุณย่าเสียเมื่อวาน..Christmas Eve
ไม่ได้สนิทเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน
ชีวิตประจำวันคงไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก
แต่ถ้ามีเทศกาล ก็คงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
สิ่งที่ทำให้กลับมานั่งคิดก็คือ
แล้วปู่ล่ะ?
ถึงแม้ว่า ชีวิตคู่จะต้องมีทะเลาะกันบ้าง แต่ก็เพราะลิ้นกับฟัน
ถึงแม้ว่า อยู่ด้วยกันไปนานๆ มันก็จะรู้สึกเฉยๆธรรมดาไป
ความรักอาจไม่หวานชื่นเหมือนแรกเริ่ม
แต่..พอลาขาดจากกันแบบไม่มีวันหวนคืนแบบนี้...
เป็นเรา ก็คงใจหายเหมือนกัน
ลูกๆหลานๆก็คงจะช่วยกันดูแลไม่ได้เหงาอยู่แล้ว ตามประสาลูกกตัญญู
แต่.. ถ้าเป็นเรา เราก็คงไม่หายเหงาอยู่ดีนั่นแหละ
คิดแล้วก็เศร้าเนอะ
ไม่อยากให้คนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเราจากเราไปก่อนเลย
มันลำบากคนที่ยังอยู่นะ
ถ้าเป็นไปได้ ขอตายไปพร้อมๆกันเลยจะดีกว่า
ไม่ต้องทนทรมาน...
การจากกันเป็นเรื่องธรรมดา
ชอบประโยคนี้
ไม่รู้ว่า ชอบที่คนพูด
หรือชอบที่ประโยคมันธรรมดาดี
ไม่ใช่คำปลอบแบบเกร่อๆ เช่น ทุกคนก็ต้องตายอยู่แล้ว หรือความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ
แล้วมันต่างกันตรงไหนหรอ อืม...
ตรงที่ใช้คำว่า การจากกัน มั้ง
general + คลุมเครือกว่า
เอิ๊ก!
By the way, Merry Christmas! ความลับ24 December 2005
ความลับวันนี้ขอเสนอ
ความลับจากไทโร่
เอาคร่าวๆก็คือ
ดวงชีวิตเรา
พื้นดวง
จะพบรักที่สมหวัง
เรียกง่ายๆว่า ใจตรงกัน
ถ้ายังไม่มีแฟน
อายุ 25 ได้เจอแน่ๆ
อาจเป็นคนใหม่ หรือคนเก่า
(คนใหม่น่ะไม่แปลกใจ แต่สงสัยว่า ทำไมต้องแบ่งเป็นคนใหม่คนเก่าด้วย?)
27 แต่ง..ไม่ก็ไม่เกิน 29
ก่อน 30 มีลูก!!!
โอ้วพระเจ้า!
นอกนั้นชีวิตก็จะมีความสุขดี
แต่สิ่งที่จะบอกว่าไพ่ทาโร่แม่นรึเปล่า คือปัจจุบันต่างหาก
ซึ่งแม่นมาก แม่นไม่ไหวแล้ว
โดยเฉพาะที่ไพ่ฟันธงเรื่องความรักไว้ในอาทิตย์นี้
เราก็รู้สึกได้ว่า มีบางสิ่งเกิดขึ้นจริง
หวังว่า คงไม่เป็นไปตามคำไพ่เพราะตอนเราดูไพ่ เขาก็อยู่ด้วยอะนะ
แต่วันนี้แอบงอน
จะทำไรก็ทำสิ อย่ามาเล่นเกมกับเรานะ! December 23 ฟู่...พักนี้อารมณ์แปรปรวนมาก
เดี๋ยวก็ยิ้มอารมณ์ดี
พอสิ่งที่เขาทำไม่เป็นแบบที่คาด ก็เศร้า ผิดหวัง
ฟังดูงี่เง่า
แต่รักษาสมดุลย์ของจิตใจนี่ลำบากเนอะ
เกิดจากการคาดเดาและจินตนาการ
ยังจำได้ดี ศัตรูคือตัวเอง
ดีที่รู้ จะได้ถ่วงดุลไว้
ถึงจะยาก..เหลือเกิน
พรุ่งนี้ไปนครนายกกับแม่
ใจน่ะไม่อยากไป
เผื่อเขาจะมา
แต่..
ห่างไว้ก่อนก็น่าจะเป็นหนทางที่ดี..เพื่ออนาคต
เร่งรัดมาก จะเห็นแต่สิ่งที่อยากเห็น
ต้องควบคุมจิตใจ..
ฟู่... December 22 มีค่า แต่ไร้ราคาของบางชิ้นมีค่า ทั้งที่ไม่มีราคา
ตอนนี้ค่าก็ไม่ได้มากมายอะไรหรอก
แต่น่ากลัวที่ เดี๋ยวมันจะมากขึ้น ทั้งๆที่ไม่ควรน่ะสิ
เมื่อคืนวันจันทร์ พี่ติชวนพี่เคไปต่อกันสองคน
คุยไรกันว้า.. ต้องมีอะไรแน่ๆเลย
ถามพี่ติแล้วก็เงียบ..
พวกเดียวกันป่าวเนี่ย
ไม่ได้อยากอวดฉลาด แต่คิดว่าพอรู้
แหม ทายจากผลขึ้นไปหาที่มาอะ ง่ายจะตาย
ตอนเรียนก็ทำบ่อยๆ (เอิ๊ก!)
ก็..คิดว่าเดาได้ว่าทำไมไม่ตอบ
แต่ รายละเอียดก็เกินจะคาดเดา
เอาเป็นว่า...(ยังไงดีเนี่ย)...อืมมม...อย่าคิดดีกว่า
คิดเรื่อยเปื่อยเนี่ย เดี๋ยวจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองเปล่าๆ
ก็แค่ปิคกีตาร์อันนึง..จะเอามาทำไรได้อะ เล่นก็ไม่เป็น
งงอีกแล้วละสิ อิอิ
หลังไมค์โลด! |
|
|